GooD Show Project

หลักการและเหตุผล

  • GooD Show Project คือ

    โครงการที่ต้องการส่งเสริม สนับสนุนความสามารถในการแสดงออกด้านดนตรีของคนพิการ ให้พวกเขาได้ใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ รวมถึงพัฒนาศักยภาพให้ถึงขีดสูงสุดที่จะทำได้

  • ความตั้งใจของ GooD Show Project

    เพลงที่ดีมีคุณภาพต้องการโชว์ที่ดีเสมอ ดังนั้น การแสดงหรือโชว์ คืออีกหัวใจหลักที่จะทำให้เจ้าของบทเพลงสามารถสื่ออารมณ์ ความรู้สึกให้เข้าถึงและมัดใจผู้ที่ได้รับชมและรับฟังได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้วยเนื้อร้องที่กลั่นกรอง ทำนองที่สร้างสรรค์จากคนพิการ พวกเขาล้วนมีหัวใจที่ใฝ่ฝันและต้องการเป็นศิลปินสามารถยืนโชว์อย่างองอาจบนเวทีที่ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เพื่อถ่ายทอดเสียงเพลง คำร้อง ทำนอง ทำให้ผู้ชมที่เขาอาจมองไม่เห็นก็ตาม มีความสุขในขณะที่ได้รับฟังหรือแม้แต่แอบคิดถึงและชื่นชมพวกเขายามที่กลับไปแล้ว ทำให้เกิดเป็นกำลังใจต่อไป

  • ประเด็นปัญหาทางสังคมที่ต้องการแก้ไข

    จากการดำเนินงานของเครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ (ศดพ.) ในการพัฒนาศักยภาพด้านดนตรีของคนพิการตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมารวมทั้งในแวดวงด้านดนตรีของคนพิการทั่วไป พบว่า การส่งเสริมความสามารถด้านดนตรีของคนพิการเพื่อให้เป็นที่ยอมรับได้อย่างแท้จริง มีโอกาสในการก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพและสามารถที่จะดำรงชีวิตด้วยงานด้านดนตรีได้นั้น นอกจากการมีทักษะ ความรู้ ความสามารถที่ดี หรือมีผลงานเพลงคุณภาพแล้ว การแสดงหรือการโชว์บนเวทีเพื่อที่ให้ผู้ชมได้รับอรรถรสและความบันเทิงในการชมการแสดงอย่างเต็มที่และสมบูรณ์โดยมองข้ามผ่านความบกพร่องไปจนหมดสิ้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
    ปัญหาที่ทำให้การแสดงหรือการโชว์บนเวทีของคนพิการขาดอรรถรสในการชม มีสาเหตุมาจากการขาดทักษะการแสดงบนเวทีของนักร้องและนักดนตรีคนพิการ ปัจจุบันมีสถาบันการสอนดนตรีและศิลปะการแสดงอยู่มากมายแต่ก็ยังไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอนและผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการแสดงสำหรับคนพิการโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่านักร้องและนักดนตรีพิการจะมีข้อจำกัดทางร่างกายแต่ ศดพ. เชื่อว่าพวกเขาสามารถนำเสนอการแสดงหรือโชว์ที่ดีได้เฉกเช่นกับศิลปินทั่วไป หากได้รับการฝึกฝนและพัฒนาศักยภาพจนถึงขีดสูงสุด
    ศดพ. ได้รวบรวมปัญหาในการพัฒนาศักยภาพด้านการแสดงของคนพิการแบ่งออกเป็น 4 ด้านดังนี้
    1. ด้านหลักสูตร: ต้องการหลักสูตรที่เป็นหลักสูตรเฉพาะที่จะบริหารการอบรมและมีมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับคนพิการ
    2. ด้านบุคลากร: ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถพิเศษเฉพาะด้านและมีความเข้าใจความพิการ
    3. ด้านสถานที่: ต้องเป็นสถานที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและมีความเหมาะสมสำหรับผู้เรียนซึ่งเป็นคนพิการ
    4. ด้านอุปกรณ์: ต้องมีลักษณะพิเศษและมีความเหมาะสมกับความพิการประเภทต่างๆ
    วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านศิลปะการแสดงบนเวทีของนักร้องและนักดนตรีคนพิการ

  • กลุ่มเป้าหมาย

   นักร้องและนักดนตรีคนพิการ ชายและหญิง จำนวน 8 คน

  • ระยะเวลา

   6 เดือน

  • วิธีการ

    1. รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์หลักสูตรด้านศิลปะการแสดง
    2. กำหนดหลักสูตรเฉพาะที่มีความเหมาะสมกับประเภทความพิการ
    3. จัดหาวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญและเหมาะสม
    4. คัดเลือกสถานที่ที่มีความเหมาะสมและมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ
    5. จัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสม
    6. เปิดรับและคัดเลือกนักร้องและนักดนตรีคนพิการที่มีความสนใจ จำนวน 8 คน
    7. จัดเวิร์คช็อปพัฒนาศักยภาพด้านศิลปะการแสดง หลักสูตร 48 ชั่วโมง
    8. ประเมินผลการสอนและพัฒนาการของผู้เข้าร่วมโครงการ ทุก 4 สัปดาห์
    9. สรุปผลการดำเนินงาน

  • เครื่องมือ

    1. หลักสูตร
    2. วิทยากร
    3. สถานที่
    4. อุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอน

  • กิจกรรมหลัก

    1. จัดการประชุมเตรียมหลักสูตรและวิธีการสอนและการประเมินผลการดำเนินงาน รวมจำนวน 3 ครั้ง
    2. จัดเวิร์คช็อปพัฒนาศักยภาพด้านศิลปะการแสดงบนเวที (Live Performance Training) เนื้อหาหลักประกอบด้วย
    o ฝึกการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อและร่างกาย
    o ฝึกการเคลื่อนไหวตามจังหวะ
    o ฝึกการสื่อสารด้วยภาษากาย
    o ฝึกวิธีการสื่อสารกับผู้ชม

    ความแตกต่างของวิธีการจากปกติและนวัตกรรม

    การจัดเวิร์คช็อปด้านศิลปะการแสดงบนเวทีให้กับนักร้องและนักดนตรีคนพิการ จะเน้นไปที่การฝึกการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อและร่างกาย การเคลื่อนไหวตามจังหวะ และการสื่อสารผ่านวิธีการต่างๆ เช่น
    o วิธีสัมผัสการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ การโยกย้าย ขยับร่างกาย หรือการเคลื่อนที่ไปด้วยกันเพื่อนำทางให้คนพิการทางการเห็นซึ่งไม่เคยเห็นภาพหรือท่าทางการเคลื่อนไหวมาก่อนสามารถใช้กล้ามเนื้อ ร่างกายหรือการเคลื่อนไหวได้อย่างปลอดภัยไม่เกิดอันตราย แต่มีความสวยงาม น่าดูและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
    o วิธีการให้จังหวะเป็นเสียงเคาะ เสียงตบ ฯลฯ
    นอกจากนั้นแล้ว ศดพ. จะนำผลการดำเนินงานที่ได้จาก GooD Show Project มาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาเป็นหลักสูตรต้นแบบในการพัฒนาศักยภาพคนพิการด้านศิลปะการแสดงต่อไป ไม่ว่าจะเป็นวิธีการสอน เทคนิค อุปกรณ์และวิธีการถ่ายทอด สื่อสารที่มีความเหมาะสมกับคนพิการแต่ละประเภท ฯลฯ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ ศดพ. ที่ต้องการจะก้าวไปสู่การเป็นสถาบันด้านการพัฒนาศักยภาพด้านดนตรีและศิลปะการแสดงของคนพิการที่ครบวงจรในอนาคต
    GooD Show Project เกิดจากแนวคิดและความร่วมมือของเครือข่ายการทำงานของ ศดพ. ภายใต้แนวคิด “โชว์ดีมีความสุข” ด้วยรูปแบบการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขทุกด้าน เสริมสร้างสุขภาวะทางจิตใจของทุกคน
    o ความสุขของผู้แสดง เกิดจากการที่ได้รู้ว่าพวกเขาสามารถ “ทำได้” และเสียงปรบมือที่มาจากใจของผู้ชม สร้างสรรค์พลังที่ยิ่งใหญ่และความมั่นใจอย่างสูงสุด
    o ความสุขของผู้ชม เมื่อได้เห็นความสามารถที่มาจากความตั้งใจอันสูงสุดของผู้แสดง และสัมผัสได้ถึงอรรถรสและความสนุกสนานเพลิดเพลินที่แท้จริง

    ผลกระทบทางสังคมที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

    เมื่อนักร้องและนักดนตรีคนพิการได้รับการพัฒนาความสามารถจนถึงขีดสูงสุด และถูกนำเสนอพร้อมกับศิลปะการแสดงที่น่าดูน่าชมในฐานะของการเป็นผู้สร้างสรรค์งานดนตรีที่มีคุณภาพ สร้างสรรค์ความสุขความบันเทิงที่สมบูรณ์ จนกระทั่งเกิดเป็นโชว์ที่ดี จะทำให้:-
    o สังคมได้ตระหนักและยอมรับถึงความสามารถด้านดนตรีของคนพิการได้อย่างแท้จริง
    o เป็นพลังและสร้างสรรค์แรงบันดาลใจให้กับคนพิการและไม่พิการ
    o นักร้องและนักดนตรีคนพิการได้รับความสุข ความภาคภูมิใจ เปี่ยมด้วยพลังกาย พลังใจอย่างสูงสุด
    o นักร้องและนักดนตรีคนพิการมีโอกาสก้าวไปสู่การเป็นศิลปิน
    o นักร้องและนักดนตรีคนพิการมีโอกาสในการสร้างรายได้หรือทำอาชีพด้านดนตรี สามารถที่จะยืนได้วยตนเอง แบ่งเบาภาระของครอบครัวและสังคม
    o นักร้องและนักดนตรีคนพิการสามารถนำความรู้ ความสามารถในด้านดนตรีกลับมาเป็นทุนสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่สังคม
    o ครอบครัวของนักร้องและนักดนตรีคนพิการมีความสุข ลดภาระและความห่วงใยลง

โครงการพัฒนาศักยภาพด้านดนตรี

หลักการและเหตุผล:

“การให้เงินคนพิการที่เล่นดนตรีอยู่ตามถนนอาจช่วยให้เขามีกินไปวันๆหนึ่ง แต่ก็อาจไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาได้ ถ้าเรารู้จักสนับสนุนให้ถูกที่ถูกทาง พวกเขาจะไปได้ไกลมากกว่านั้น”

จาก “โครงการพัฒนาความเป็นมืออาชีพด้านดนตรีของศิลปินคนพิการ” ของเครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ (ศดพ.) ที่เกิดขึ้นในปี 2553-2555 ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ (สสพ.) ด้วยความต้องการที่จะให้คนพิการมีโอกาสฝึกอาชีพด้านดนตรีและพัฒนาศักยภาพด้านดนตรีให้มีคุณภาพทัดเทียมกับงานดนตรีในตลาดกระแสหลักทั่วไป เพราะได้เล็งเห็นความมุ่งมั่นของคนพิการที่อยากเป็นผู้สร้างงานดนตรีที่มีคุณภาพเพื่อสร้างสรรค์ความบันเทิง รวมทั้งสร้างพลังและแรงบันดาลใจให้แก่คนที่มีความฝันเช่นเดียวกัน

จากโครงการดังกล่าว ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ ได้ผ่านกระบวนการฝึกฝนเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะด้านดนตรี รวมทั้งได้มีโอกาสผลิตผลงานเพลงร่วมกันในอัลบั้มชุด Human Station ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของ ศดพ. และผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มีโอกาสได้ร่วมทำงานกับบุคคลในวงการดนตรีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานเพลงอย่างมืออาชีพสัมผัสกับบรรยากาศการทำงานจริง นับเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ายิ่ง รวมทั้งทำให้เห็นช่องทางและโอกาสในการทำงานด้านดนตรีที่มีความต่อเนื่องต่อไป อย่างไรก็ตาม การก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพ หรือ ได้รับการยอมรับจากสังคมในศาสตร์ของดนตรีอย่างแท้จริงนั้น ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนและทดลองทำ หรือ ทำซ้ำจนเกิดความชำนาญ

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาในการจัดทำโครงการ “พัฒนาศักยภาพด้านดนตรี” ขึ้นเพื่อขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อที่จะพัฒนาต่อยอดจากโครงการฯ ที่ผ่านมา โดยเปิดโอกาสให้คนพิการหรือไม่พิการสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฯ รุ่นใหม่เพื่อพัฒนาร่วมไปกับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ในรุ่นแรกได้ รวมทั้งการเชื่อมโยงเครือข่ายและสร้างความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ อาทิ บุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับดนตรี บุคคลในวงการบันเทิง/สื่อสารมวลชน/การประชาสัมพันธ์และการตลาด ฯลฯ เพื่อยืนยันในหลักการทำงานแบบ Inclusive Art (การทำงานศิลปะร่วมกับคนที่หลากหลาย) ที่ ศดพ. เชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนที่แตกต่างหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้หากเราเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

การดำเนินงานในโครงการฯ นี้จะเน้นหนักไปที่การฝึกอบรมพัฒนาทักษะและความรู้ในด้านดนตรีและทำงานเพลงให้มากขึ้น รวมทั้งฝึกฝนทดลองการทำงานผลิตผลงานเพลงในห้องบันทึกเสียงที่ ศดพ. ควบคู่กันไป จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการคัดสรรทีมเพื่อผลิตผลงานเพลงแบบคุณภาพตามมาตรฐานงานดนตรีในกระแสหลักเพื่อเผยแพร่สร้างกระแสในสังคมภายใต้ชื่อของ Human Station โดยการนำเสนอจากคนพิการหรือศิลปินรับเชิญที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่มีเอกลักษณ์ในการทำงานเพลงที่แตกต่างออกไปจากตลาดเพลงหลักและผู้ที่ยังต้องพัฒนาต่อเนื่องก็สามารถฝึกฝนการทำงานเพลง รวมไปถึงผลิตผลงานเพลงร่วมกับ ศดพ. ได้ต่อไป เพื่อที่จะสร้างผลงานของตนเองหรือ เพื่อก้าวไปสู่การผลิตผลงานภายใต้ชื่อ Human Station ในรุ่นถัดไป หรือสามารถก้าวเข้าสู่อาชีพการทำงานดนตรีในอนาคตได้

สำหรับในส่วนของการทำเวิร์คช็อปผลิตงานเพลงในห้องบันทึกเสียงนี้ ศดพ. จะจัดเตรียมระบบสนับสนุนทั้งด้านบุคลากรและเครื่องมือ/อุปกรณ์ โดยใช้ห้องบันทึกเสียงขนาดเล็กของ ศดพ. เป็นหลัก ทั้งนี้ ศดพ. มุ่งหวังว่าผู้ที่เข้ามาร่วมโครงการฯ จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในวงการดนตรี เพื่อที่จะได้ทำเป็นอาชีพอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี สามารถดูแลชีวิตของตนเองและครอบครัว พร้อมกับทำประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคมได้ สิ่งที่ ศดพ. เชื่อมั่นมาตลอดการทำงานก็คือ “ทุกคนมีศักยภาพและพัฒนาได้ พวกเขาต้องการเพียงโอกาสเท่านั้น”

วัตถุประสงค์หลัก:

  1. เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านดนตรีของคนพิการและไม่พิการที่เข้าร่วมโครงการ
  2. เพื่อผลิตศิลปินและผลงานเพลงที่มีคุณภาพได้มาตรฐานงานดนตรีในกระแสหลัก
  3. เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันระหว่างคนพิการและไม่พิการผ่านกิจกรรมด้านดนตรี

กิจกรรม:

  1. อบรมบ่มฝัน
  2. เพาะฝี(มือ)ไว้ต่อฝัน
  3. ซิงเกิ้ลส่งฝัน…ปั้นดาว
  4. พัฒนาศักยภาพบุคลากร

กลุ่มเป้าหมาย:

กลุ่มผู้รับประโยชน์จากโครงการ (Beneficiaries):

  1. คนพิการและไม่พิการในประเทศไทย จำนวน 30-40 คนที่มีความสามารถด้านดนตรี เช่น แต่งเพลง,ร้องเพลง, เล่นดนตรี, บันทึกเสียง, คอมพิวเตอร์ดนตรี ฯลฯ ในสัดส่วนคนพิการร้อยละ 80 และคนไม่พิการร้อยละ 20
  2. คณะทำงานของเครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ จำนวน 5 คน

กลุ่มเป้าหมายที่จะร่วมทำงาน:

  1. คนที่ทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังในวงการดนตรี
  2. บุคคลในวงการบันเทิง/สื่อสารมวลชน
  3. กลุ่มคน/องค์กรภาครัฐและเอกชน
  4. คนพิการและไม่พิการที่สนใจหรือเกี่ยวข้องกับดนตรี

ระยะเวลา

2 ปี (1 กุมภาพันธ์ 2556 – 31 มกราคม 2558)

เป้าหมายระยะสั้น

สร้างคน สร้างผลงาน องค์กรแข็งแรงมั่นคง

เป้าหมายระยะยาว

เป็นองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานดนตรีของคนพิการอย่างมืออาชีพทั้งในระดับประเทศและอาเซียน

แผนยุทธศาสตร์ POINT:

จากผลการทำงานในช่วงปี 2549 – 2555 ที่ผ่านมาของ ศดพ. ได้เกิดปรากฎการณ์ที่สำคัญด้านการขับเคลื่อนงานดนตรีของคนพิการในสังคมซึ่งสามารถสรุปเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญ 5 ด้าน ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 5 ข้อนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานเท่านั้น ศดพ. และภาคีเครือข่ายจึงต้องผลักดันให้ผลลัพธ์ดังกล่าวชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ดังนี้

  1. Platform: สร้างพื้นที่และเวทีให้แก่คนพิการและไม่พิการที่สนใจดนตรีได้มารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้ ทำงาน พัฒนาตนเองและแสดงออก ตลอดจนเป็นพื้นที่กลางที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมตามความสนใจและความถนัด
  2. Occupation: ส่งเสริมให้เกิดอาชีพด้านดนตรีของคนพิการที่เป็นรูปธรรม พัฒนาให้เป็นมืออาชีพเพื่อให้เกิดรายได้ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันและมีหลักประกันในชีวิตที่มั่นคง
  3. Inspiration: สร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความฝัน-ความหวังให้แก่คนพิการและไม่พิการในสังคมผ่านการทำงานดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ศิลปินต้นแบบที่จะเป็นผู้ส่งผ่านและแพร่กระจายพลังแห่งความฝันและความหวังในชีวิตให้กับทุกๆ คนที่ได้สัมผัส
  4. Network: สร้างเครือข่ายคนทำงานด้านดนตรีของคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นมืออาชีพด้านดนตรี ศิลปิน สื่อสารมวลชน องค์กรภาครัฐ-เอกชน คนพิการ/ไม่พิการเพื่อสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน
  5. Trend: สร้างกระแสงานดนตรีของคนพิการในลักษณะของการขับเคลื่อน (Movement) ให้เกิดขึ้นในสังคมด้วยแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นและแตกต่าง

พันธกิจหลักของโครงการ:

  1. จัดอบรม/เวิร์กช็อปที่เกี่ยวกับการผลิตงานเพลงและดนตรีโดยวิทยากรมืออาชีพ
  2. สร้างโครงการตัวอย่างเพื่อเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการทำงานเพลงอย่างมืออาชีพ (learning by doing)
  3. สร้างและพัฒนาศิลปินคนพิการต้นแบบ
  4. สร้างภาพลักษณ์ของคนพิการที่สร้างสรรค์ต่อสังคมจากการทำงานเพลง
  5. สร้างหรือปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงานให้เอื้อต่อการทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์
  6. จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ดนตรีสำหรับการสร้างงานอย่างมืออาชีพ
  7. สร้างรายได้และสวัสดิการให้แก่บุคลากรให้ทำงานได้อย่างมีความสุข
  8. สร้างต้นแบบธุรกิจเพลงในรูปแบบของธุรกิจเพื่อสังคม

ผลผลิตของโครงการ

  • โครงสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมต้นแบบ
  • ศิลปินต้นแบบ
  • นักดนตรี
  • ทีมผลิตงานเพลง
  • วิทยากร
  • ผลงานเพลง 5 ซิงเกิ้ล
  • อัลบั้มเพลงภายใต้การผลิตของ Human Station

ตัวชี้วัดของโครงการ

  • เกิดรูปธรรมอาชีพด้านดนตรี เช่น คนพิการสามารถรับผลิตงานเพลง (ให้กับศิลปิน/หน่วยงาน/รายการวิทยุหรือโทรทัศน์ ฯลฯ) เป็นศิลปินทำงานเฉพาะทางในห้องบันทึกเสียง (เช่น เล่นดนตรี คอรัส ฯลฯ) สอนดนตรีหรือเป็นวิทยากรด้านดนตรี พากย์โฆษณาหรืองานที่เกี่ยวกับการใช้เสียง ฯลฯ
  • เกิดกลุ่มคนดนตรีที่เข้มแข็งของคนพิการอย่างน้อย 1 กลุ่ม
  • เกิดศิลปินต้นแบบ (Idol) ของโครงการอย่างน้อย 1 คน/กลุ่ม

โครงการพัฒนาเครือข่ายและการขับเคลื่อนงานศิลปะเพื่อคนทั้งมวล (Inclusive Arts) ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

เป้าหมายของโครงการ

ระยะที่หนึ่ง
เกิดกลไกในการขับเคลื่อนงานด้านศิลปะเพื่อคนทั้งมวลในรูปแบบของเครือข่าย

ระยะที่สอง
การมีส่วนร่วมของคนพิการเพื่อก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพในงานด้านศิลปวัฒนธรรมกระแสหลัก

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อพัฒนากลไกแบบเครือข่ายและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่การขับเคลื่อนงานด้านศิลปะเพื่อคนทั้งมวล (Inclusive Arts)
  2. เพื่อจัดทำและเผยแพร่องค์ความรู้งานด้านศิลปะเพื่อคนทั้งมวล
  3. เพื่อยกระดับทักษะความสามารถและศักยภาพ (Capacity-development) ของคนพิการในงานด้านศิลปวัฒนธรรมให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น
  4. เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเสริมสร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อประเด็นความพิการผ่านงานศิลปวัฒนธรรม

กลุ่มเป้าหมาย

  1. ประชุมสัมมนาพัฒนาเครือข่ายศิลปะเพื่อคนทั้งมวลในประเทศไทย
    • องค์กรคนพิการที่ทำงานเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมในประเทศไทยจำนวน 5-10 องค์กร
    • ศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์ที่เป็นคนพิการในประเทศไทยจำนวน 10-20 คน
    • องค์กรจากภาครัฐ เอกชนหรือภาคการศึกษาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยจำนวน 10-20 องค์กร/บุคคล
  2. โครงการพัฒนาและส่งเสริมการขับเคลื่อนศิลปะเพื่อคนทั้งมวลในชุมชนหรือท้องถิ่น
    • องค์กรคนพิการที่ทำงานเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์ที่เป็นคนพิการใน 4 ภาคของประเทศไทย จำนวน 20-30 องค์กร/บุคคล
  3. โครงการพัฒนาความเป็นมืออาชีพด้านดนตรีของศิลปินคนพิการ
    • ศิลปินคนพิการประมาณ 10 – 15 คน และ คนไม่พิการ 3-5 คน
  4. โครงการพัฒนาเครือข่ายดนตรีคนพิการแห่งเอเชีย-แปซิฟิก
    • 19 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก: ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มองโกลเลีย เนปาล อินเดีย และไทย
  5. เครือข่ายศิลปะเพื่อคนทั้งมวล (ระยะที่หนึ่ง)
    • 10 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กัมพูชา บรูไน พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซียและประเทศไทย

ระยะเวลา

2 ปี 2 เดือน (เมษายน 2553 – พฤษภาคม 2555)

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  • เกิดเครือข่ายขับเคลื่อนงานด้านศิลปะเพื่อคนทั้งมวลในประเทศไทย ที่มีความเข้มแข็ง สามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรภายในพื้นที่/ชุมชน สามารถขับเคลื่อนงานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับท้องถิ่นได้ต่อไป
  • เครือข่ายระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีความเข้มแข็ง รวมทั้งมีแนวทางในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในรูปแบบของโครงการหรือกิจกรรม
  • เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวงานศิลปะเพื่อคนทั้งมวลทั้งภายในประเทศไทยและระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผ่านเว็บไซต์ สิ่งพิมพ์ หรือการส่งข้อมูลข่าวสารผ่านอีเมล์อย่างสม่ำเสมอ
  • คนพิการที่เข้าร่วมกิจกรรมของโครงการมีทักษะและความสามารถด้านศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น
  • องค์กร/บุคคลที่ทำงานร่วมกันในเครือข่ายและประชาชนทั่วไปเกิดความตระหนักรู้และมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อความพิการ

โครงการศิลปะดนตรีเปลี่ยนชีวิต

ความเป็นมา

ปี พ.ศ. 2549 มูลนิธิเพื่อเด็กพิการและเครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ โดยการสนับสนุนจากแผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทยและสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ได้จัดงาน “เทศกาลดนตรีสีสันโลก” “World Colors Music Festival 2006” ขึ้น ณ สวนสันติชัยปราการ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการแสดงดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรมของไทย ที่ได้นำเสนอฝีมือของศิลปินพิการที่มีคุณภาพ ไม่ว่าเป็นด้านการวาด บทกลอน บทเพลง การลีลาศ ฟ้อนรำ โดยมีซุ้มสาธิต แสดงผลงานศิลปะ หัตถกรรม ภายในบริเวณงาน และภาคการแสดงบนเวที ซึ่งได้มีการเชิญเครือข่ายศิลปินคนพิการจากหลากหลายประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนทำกิจกรรมด้วย อาทิเช่น คณะ Mikan-no-Hana จากมูลนิธิ Tanpopo-No-Ye ประเทศญี่ปุ่น ดนตรีบำบัดจากประเทศพม่า และศรีลังกา ร่วมกับศิลปินรับเชิญมีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดยในงาน “เทศกาลดนตรีสีสันโลก” นี้ นับเป็นกระแสความเคลื่อนไหวในการจัดเวทีแสดงงานด้านศิลปะและดนตรีของคนพิการไทย ที่มีความต่อเนื่องมาจากงานมหกรรมดนตรีคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกวาตาโบชิ (Asia Pacific Wataboshi Music Festival) ซึ่งเป็นการแสดงความสามารถทางด้านดนตรีร่วมกัน โดยเหล่าศิลปินคนพิการตัวแทนของประเทศสมาชิกในเครือข่ายเอเชียและแปซิฟิกวาตาโบชิ อันเป็นความร่วมมือกันในระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกโดยองค์กรที่ทำงานด้านคนพิการ 15 ประเทศคือ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา เวียดนาม ลาว เขมร ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศไทยโดยมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ซึ่งได้สลับกันเป็นเจ้าภาพในการจัดงานทุก 2 ปี

ในการสร้างกระแสความเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้เอง นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้คนพิการในประเทศไทยเกิดความตื่นตัว หันมาสนใจพัฒนาศักยภาพทางศิลปะและดนตรีอย่างจริงจังมากขึ้นแล้ว ยังเกิดเครือข่ายความร่วมมือในงานดนตรี ศิลปะและวัฒนธรรมของคนพิการขึ้นทั้งภายในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ทางด้านดนตรีของคนพิการ เพื่อเผยแพร่ศักยภาพทางด้านดนตรีของคนพิการสู่สังคมเพื่อเสริมสร้างมุมมองและทัศนคติที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดการยอมรับและตระหนักถึงความสามารถของคนพิการอีกด้วย

นอกจากนั้นแล้ว เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ ซึ่งได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการจัดงานดังกล่าวก็มีพัฒนาการและเกิดความเข้มแข็งมากขึ้น มีการดำเนินกิจกรรมและร่วมแสดงดนตรีตามวาระโอกาสต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น การเข้าร่วมงานมหกรรมดนตรีคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกวาตาโบชิ (Asia Pacific Wataboshi Music Festival 2007) ที่ประเทศมาเลเซีย, การจัดงานดนตรีเปลี่ยนชีวิต ขึ้นในวันที่ 9 มีนาคม 2551 เพื่อแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้แก่คุณสว่าง ศรีสม ศิลปินรายแรกกับผลงานเพลงชื่อชุด Love Season ภายใต้การดำเนินงานของเครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ

ปัจจุบันนี้ เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ ร่วมกับชมรมคนพิการรักงานศิลป์และชมรมกลุ่มเพื่อน 2000 อยู่ในระหว่างการดำเนินงาน “โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชนด้วยศิลปะดนตรีโดยคนพิการ” ซึ่งเป็นการจัดอบรมหลักสูตรศิลปะและดนตรีให้แก่เด็ก เยาวชน และคนพิการภายในชุมชนหมู่บ้านอมรพันธ์ 9 ซึ่งเป็นการนำศักยภาพของคนพิการในด้านศิลปะและดนตรีมาร่วมสร้างสรรค์ประโยชน์แบ่งปันสู่สังคม ทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ได้ปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับคนพิการให้แก่เด็กๆ และเยาวชน รวมถึงการกระตุ้นเตือนชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทำการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมเพื่อขจัดอุปสรรคของคนพิการให้ลดลง

หลักการและเหตุผล

เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ชมรมกลุ่มเพื่อน 2000 ชมรมคนพิการรักงานศิลป์ องค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญของศิลปะและดนตรีที่สามารถช่วยในการพัฒนาศักยภาพของคนพิการทั้งด้านกายภาพ จิตวิญญาณ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ เสริมสร้างความมั่นใจ ความกล้าแสดงออก และทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน สังคม รวมทั้งประโยชน์จากการนำงานศิลปะและดนตรีมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารระหว่างคนพิการกับสังคม

นอกจากนี้ ความสำคัญของดนตรีและศิลปะนั้นยังได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอีกอย่างหนึ่งของคนพิการในมาตราที่ 30 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการแห่งองค์การสหประชาชาติ (The United Nations Convention on the Right of Persons with Disabilities) อีกด้วย อนึ่ง ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ฉบับนี้แล้วเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 และอนุสัญญาฯ มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา

ด้วยเหตุที่งานศิลปะและดนตรีเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เข้าถึงได้ทุกชนชาติ ภาษา และวัฒนธรรมโดยไม่มีการแบ่งแยก สามารถสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต แนวคิด อารมณ์ ความรู้สึก ก่อให้เกิดความสัมพันธ์และมิตรภาพที่ดี เป็นสื่อกลางที่สร้างให้เกิดการยอมรับในความสามารถ เสริมสร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อคนพิการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

องค์กรเครือข่ายข้างต้นจึงได้ร่วมกันพัฒนา “โครงการศิลปะดนตรีเปลี่ยนชีวิต” ขึ้นมา เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่และเวทีในการจัดแสดงผลงานศิลปะและดนตรีของคนพิการเผยแพร่ออกสู่สังคม โดยได้รวบรวมและเปิดรับสมัครเพื่อคัดเลือกการแสดงจากวงดนตรีและศิลปินพิการและวงดนตรีนิสิต/นักศึกษาจากทั่วทั้งประเทศ และเชื้อเชิญศิลปินพิการจากเครือข่ายนานาชาติ รวมทั้งศิลปินรับเชิญที่มีชื่อเสียง มาร่วมแสดงบนเวทีเดียวกันอีกครั้ง นอกจากนั้นแล้วยังจะมีซุ้มนิทรรศการสาธิตและจัดแสดงผลงานศิลปะ หัตถกรรม จากเครือข่ายภายในประเทศและนานาชาติ นิทรรศการแสดงเรื่องราวชีวิตและผลงานของคนพิการ ในหัวข้อ “ศิลปะดนตรีเปลี่ยนชีวิต” ซุ้มจัดแสดงอุปกรณ์และเครื่องดนตรี เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับงานดนตรีและศิลปะจากหน่วยงานต่างๆ และ/หรือซุ้มสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับดนตรีศิลปะ จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ศิลปะดนตรีเปลี่ยนชีวิต” โดยศิลปินพิการและศิลปินรับเชิญ และเปิดตัวอัลบั้มเพลงจากศิลปินคนพิการของเครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ ฯลฯ โดยทั้งหมดนี้ เพื่อมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สังคมประจักษ์ในความสามารถและผลงานของคนพิการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงภาพการทำงานร่วมกันระหว่างศิลปินพิการและไม่พิการ และเพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมมีความเข้าใจ และมีเจตคติที่ถูกต้องต่อคนพิการโดยใช้ดนตรีและศิลปะเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับสังคม อันจะนำมาซึ่งความเสมอภาค เท่าเทียม เพื่อไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในวันข้างหน้า

นอกจากนี้แล้วการจัดแสดงงานศิลปะดนตรีคนพิการในครั้งนี้ ยังสามารถใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องการท่องเที่ยวที่เอื้ออำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุได้อีกด้วย ซึ่งในขณะนี้หลาย ๆ ประเทศได้หันมาให้ความสำคัญแก่นักท่องเที่ยวในกลุ่มดังกล่าวนี้มากขึ้น รวมทั้งประเทศไทยของเราเอง ซึ่งเห็นได้จากการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ดำเนินนโยบายแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เอื้ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการและผู้สูงอายุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 – 2554 โดยใช้ปฏิญญากรุงเทพว่าด้วยการท่องเที่ยวที่เอื้ออำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ พ.ศ. 2550 (Bangkok Recommendations on Accessibility Tourism 2007) เป็นแนวทางในการจัดทำนโยบาย ด้วยเหตุนี้ ในการจัดแสดงงานศิลปะดนตรีคนพิการในครั้งนี้ จึงได้จัดให้มีกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมแก่คนพิการด้วย โดยจะจัดเป็นกิจกรรมหนึ่งวัน เพื่อให้ศิลปินคนพิการได้มีโอกาสท่องเที่ยวและสำรวจสิ่งอำนวยความสะดวกตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีความสำคัญในเชิงของศิลปะและวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดใกล้เคียง และในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ จะมีการเชิญองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร เป็นต้น เข้าร่วมกิจกรรมด้วย

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการแสดงออกศักยภาพทางด้านดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรมของคนพิการ
  2. เพื่อเสริมสร้างทัศนคติที่ถูกต้องในเรื่องคนพิการแก่สังคม โดยใช้ดนตรีและศิลปะเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับสังคม
  3. เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งด้านดนตรี ศิลปะและวัฒนธรรมของคนพิการในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ
  4. เพื่อยกระดับงานด้านดนตรีและศิลปะของคนพิการให้เป็นที่ยอมรับในสังคม
  5. เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมของคนพิการในประเทศไทย

กลุ่มเป้าหมาย

  1. เครือข่าย/องค์กร/ศิลปิน คนพิการภายในประเทศ จำนวน 50 คน
  2. เครือข่าย/องค์กร คนไม่พิการภายในประเทศ จำนวน 50 คน
  3. เครือข่ายศิลปินพิการเอเชียและแปซิฟิกวาตาโบชิ (Asia Pacific Wataboshi) และเครือข่ายต่างประเทศอื่นๆ จำนวน 2 – 3 ประเทศๆ ละ 4 คน รวม 8 – 12 คน
  4. ศิลปินรับเชิญภายในประเทศ จำนวน 3 – 5 คน
  5. สื่อมวลชน จำนวน 50 คน
  6. คนพิการ จำนวน 150 คน
  7. อาสาสมัครช่วยงาน/ช่วยคนพิการ/ล่ามภาษาพูด/ภาษามือ จำนวน 30 คน
  8. ประชาชนทั่วไป จำนวน 1,500 คน

พื้นที่ดำเนินการ

สวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพมหานคร

รูปแบบของการจัดงาน

จัดเทศกาลแสดงดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม และนิทรรศการแสดงผลงานทางศิลปะและดนตรีของคนพิการ นานาชาติ

ระยะเวลา

ระยะเวลาโครงการฯ สิงหาคม 2551 ถึง 31 มีนาคม 2552

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. คนพิการในประเทศไทยได้พัฒนาศักยภาพในการร้องเพลง แต่งเพลง และการเล่นดนตรีมากขึ้น
  2. สังคมได้ตระหนักถึงความสามารถของคนพิการ มีความเข้าใจ และยอมรับคนพิการมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงภาพการทำงานร่วมกันระหว่างคนพิการและบุคคลทั่วไปได้ดี
  3. เกิดเครือข่ายคนพิการในงานศิลปะดนตรีภายในประเทศและในระดับภูมิภาคเอเชีย
  4. คนพิการหันมานิยมและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการทำงานศิลปะ หรือเล่นดนตรี หรือจริงจังกับงานศิลปะดนตรีมากขึ้น
  5. งานศิลปะดนตรีช่วยพัฒนาด้านกายภาพ สุขภาพ และจิตใจของคนพิการให้เข้มแข็งและแข็งแรงขึ้น
  6. สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมของคนพิการในประเทศไทยให้เป็นที่นิยมมากขึ้น

การขยายผล

  1. คนพิการเข้าร่วมกิจกรรมต่อไปของเครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ และมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ เช่น การสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นตัวแทนคนพิการไทย ไปร่วมงานมหกรรมดนตรีเอเชียแปซิฟิกวาตาโบชิ ครั้งที่ 10 ณ ประเทศเกาหลีใต้ ในปี 2552
  2. คนพิการมีการพัฒนาความรู้ ความสามารถทางด้านศิลปะดนตรี และอาจสร้างผลผลิต จัดจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้ ยึดเป็นอาชีพเลี้ยงตัวได้ต่อไป

การประเมินผล

  1. เก็บบันทึกข้อมูลสถิติผู้เข้าร่วมชมการแสดงงาน/กิจกรรม
  2. จัดเตรียมกระดานให้เขียนข้อความแสดงความคิดเห็นต่องาน
  3. สังเกตพฤติกรรมและแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของคนพิการ

ตัวชี้วัด

  1. มีคนพิการที่มีฝีมือและมีคุณภาพสนใจเข้าร่วมกิจกรรมและการแสดงบนเวที จำนวน 15 – 20 คน
  2. มีเครือข่ายต่างๆ ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม 10 – 15 องค์กร
  3. มีผู้สนใจเข้าร่วมชมการแสดงงาน/กิจกรรม จำนวน 1,500 คน


The United Nations Convention on the Right of Persons with Disabilities
Countries are to promote participation in cultural life, recreation, leisure and sport by ensuring provision of television programmes, films, theatre and cultural material in accessible formats, by making theatres, museums, cinemas and libraries accessible, and by guaranteeing that persons with disabilities have the opportunity to develop and utilize their creative potential not only for their own benefit, but also for the enrichment of society. Countries are to ensure their participation in mainstream and disability-specific sports (Article 30) – http://www.un.org/disabilities/default.asp?navid=13&pid=162

โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชนด้วยศิลปะดนตรีโดยคนพิการ

หลักการและเหตุผล

สังคมไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อคนพิการว่า เป็นบุคคลที่น่าสงสาร ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและเป็นภาระต่อสังคม ทัศนคติดังกล่าวเป็นอุปสรรคในการพัฒนาและส่งเสริมให้คนพิการใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระ และอยู่ร่วมกับบุคคลทั่วไปในสังคมอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี

ตลอดจนมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการเห็นคุณค่าของตนเองของคนพิการ รวมทั้งมีผลกระทบต่อสังคม ในการสนับสนุนและส่งเสริมคนพิการให้ช่วยเหลือตนเองอย่างถูกต้องและถูกวิธี การสร้างทัศนคติที่ดีจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาคนพิการ

เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการ เกิดจากการรวมตัวของคนพิการที่รักดนตรีและศิลปะ และใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางในการสื่อสารเพื่อให้สังคมได้เห็นความสามารถของคนพิการ ตลอดจนการฝึกอบรมพัฒนาคนพิการที่สนใจดนตรีและศิลปะ โดยจัดการฝึกอบรมให้คนพิการได้รู้จักการร้องเพลง เล่นดนตรี และแต่งเพลงเพื่อสื่อสารความเป็นตัวตนของคนพิการและสื่อสารกับสังคม เพื่อให้สังคมเห็นคุณค่าและความสามารถของคนพิการ

เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการได้จัดการแสดงดนตรีร่วมกับศิลปินไม่พิการในกิจกรรมต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ นำเสนอบทเพลงที่แต่งโดยคนพิการ ผลิตซีดีผลงานเพลงของคนพิการ และเผยแพร่ลงในสื่อต่างๆ เช่น วิทยุ และโทรทัศน์

ดนตรีได้กลายเป็นสื่อกลางในการพัฒนาคนพิการและขณะเดียวกันก็เป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับสังคม และสร้างทัศนคติที่ดีต่อคนพิการ จากประสบการณ์การทำงานดังกล่าว เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการตระหนักดีว่า คนพิการทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้และมีศักยภาพในการที่จะเป็นผู้ให้และแบ่งปันกับผู้อื่นไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นคนพิการหรือไม่ และการที่คนพิการได้มีโอกาสในการเป็นผู้ให้ผู้อื่นนั้นจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น การเห็นคุณค่า การเคารพตนเองและผู้อื่นได้ดีที่สุดแก่ตัวคนพิการเอง ในขณะเดียวกันก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสังคมต่อคนพิการในระดับรากฐาน

ทั้งนี้ เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการมองเห็นว่าเด็กและเยาวชนที่อยู่ในชุมชนนั้นเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งยั่วยุต่างๆ เช่น สิ่งยั่วยุทางเพศ ยาเสพติด อาชญากรรม ซึ่งเด็กและเยาวชนเหล่านี้อาจมีปัญหาที่รุนแรงกว่าคนพิการ ดังนั้น เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการจึงเล็งเห็นว่าการใช้ดนตรีและศิลปะจะเป็นสื่อที่มีพลังในการดึงให้เด็กและเยาวชนหันมาสนใจและทำกิจกรรมทางด้านดนตรีและศิลปะ เพื่อให้เกิดการพัฒนาตนเองจากภายในจิตใจ การสอนให้เด็กแต่งเพลงจะช่วยให้เด็กสามารถถ่ายทอดความรู้สึก การสื่อสารความต้องการของตนเอง สื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจผ่านบทเพลง และเป็นการสร้างโอกาสและความเชื่อมั่นให้กับเด็กและเยาวชน นอกจากนี้การที่เด็กและเยาวชนได้เห็นคนพิการมาเป็นครูในการฝึกสอนดนตรี จะทำให้เด็กและเยาวชนได้เล็งเห็นผู้ที่มีปัญหาและความยากลำบากกว่าแต่กลับมีพลังและจิตใจที่เข้มแข็ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดในการสร้างสรรค์เด็กและเยาวชนเหล่านี้ ในขณะเดียวกันคนพิการก็ได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองจากการเป็นผู้ให้และแบ่งปันกับเด็กและเยาวชนที่แม้จะไม่พิการ แต่ก็มีปัญหาที่รุนแรงไม่น้อยกว่าคนพิการ

เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการจึงได้จัดทำ โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชนด้วยศิลปะดนตรีโดยคนพิการ เพื่อให้คนพิการได้ใช้ศักยภาพด้านศิลปะและดนตรีในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในชุมชน เกิดกระบวนการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างเด็กและเยาวชนในชุมชนกับคนพิการ เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ทางสังคมต่อคนพิการและจะเป็นรูปแบบและแนวทางในการพัฒนางานทางด้านคนพิการ เด็กและเยาวชนในชุมชนในอนาคตต่อไป

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้คนพิการได้ใช้ศักยภาพของตนเองด้านดนตรีและศิลปะ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและความรู้สึกเคารพต่อตนเอง (Self-confidence/Self-esteem) แก่คนพิการ
  2. เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสในชุมชนผ่านดนตรีและศิลปะ และปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนให้ห่างไกลจากยาเสพติดและอบายมุขต่าง ๆ โดยการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
  3. เพื่อให้เด็กและเยาวชนในชุมชนได้เรียนรู้และปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อคนพิการ โดยใช้กิจกรรมดนตรีและศิลปะรวมทั้งกิจกรรมการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ต่อคนพิการเป็นกิจกรรมสร้างเสริมความสัมพันธ์
  4. เพื่อสร้างกระบวนการการเรียนรู้ทางสังคมต่อบทบาท ศักยภาพและคุณค่าของคนพิการ

กลุ่มเป้าหมาย

  1. เด็กและเยาวชนในชุมชน คนพิการ จำนวน 60 คน
  2. วิทยากร/ครูผู้ฝึกสอน/ผู้ช่วย คนพิการ จำนวน 5 – 10 คน

พื้นที่เป้าหมาย

ชุมชนหมู่บ้านซอยอมรพันธ์ 9 (ในซอยโชคชัย 4 ลาดพร้าว)

ระยะเวลาโครงการ

6 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึง เดือนธันวาคม 2551

กิจกรรม

  1. การจัดกระบวนการกลุ่ม
    เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทัศนะการใช้ชีวิต การใช้ดนตรีและศิลปะเพื่อการสร้างสรรค์ ระหว่างกลุ่มเยาวชน คนพิการ และวิทยากร/ครูผู้ฝึกสอนซึ่งเป็นคนพิการ
  2. หลักสูตรการฝึกอบรมความเสมอภาคคนพิการ (Disability Equality Training-DET)
    เป็นหลักสูตรระยะสั้น 1 วัน โดยจะจัดให้มีการฝึกอบรมนี้ทุกครั้งก่อนเริ่มต้นกิจกรรมใหม่ เนื้อหาของหลักสูตรจะเน้นการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อคนพิการให้เป็นเชิงบวก รวมทั้งเรียนรู้สิทธิและความเสมอภาคของคนพิการ
  3. หลักสูตรดนตรีและวิชาที่สอน
    • หลักสูตรกีตาร์อะคูสติก 36 ชั่วโมง (3 เดือน) สอนทุกวันอาทิตย์ๆ ละ 3 ชั่วโมง กลุ่ม 20 คน/ครู 2 – 3 คน เริ่มเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2551
    • หลักสูตรการแต่งเพลงและคอมพิวเตอร์ดนตรี 36 ชั่วโมง (3 เดือน) สอนทุกวันอาทิตย์ ๆ ละ 3 ชั่วโมง กลุ่ม 20 คน/ครู 2 – 3 คน เริ่มเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2551

    ผู้สอน: ทีมงานเครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการและเครือข่ายนักดนตรีอาชีพ
    สถานที่: ชุมชนหมู่บ้านอมรพันธ์ 9

  4. หลักสูตรศิลปะและวิชาที่สอน
    • การตกแต่งเสื้อยืดและกระเป๋าผ้าเพื่อเพิ่มมูลค่าด้วยวัสดุ เช่น ผ้าสักหลาด กระดุม ลูกปัด ไหม ฯลฯ หลักสูตร 60 ชั่วโมง (3 เดือน) สอนทุกวันอาทิตย์ๆ ละ 5 ชั่วโมง กลุ่ม 10 คน/ครู 1 – 2 คน เริ่มเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2551
    • การตกแต่งเสื้อยืดและกระเป๋าผ้าเพื่อเพิ่มมูลค่าด้วยการเพ้นท์สีอะคริลิก/สีน้ำมัน หลักสูตร 60 ชั่วโมง (3 เดือน) สอนทุกวันอาทิตย์ อาทิตย์ละ 5 ชั่วโมง กลุ่ม 10 คน/ครู 1 – 2 คน เริ่มเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2551

    ผู้สอน: ทีมงานชมรมคนพิการรักงานศิลป์
    สถานที่: ชุมชนหมู่บ้านอมรพันธ์ 9

  5. จัดการแสดงดนตรีและนิทรรศการผลงานศิลปะ
    หลังจบหลักสูตร 6 เดือน เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการจะรวบรวมและนำผลงานดนตรีและศิลปะ มาจัดการแสดงในรูปของการแสดงดนตรี (Concert) และการจัดนิทรรศการงานศิลปะร่วมกันโดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชม
    สถานที่: ชุมชนหมู่บ้านอมรพันธ์ 9 และ/หรือที่อื่น ๆ ตามความเหมาะสม
  6. จัดทำซีดีผลงานเพลง
    เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการจะรวบรวมและคัดเลือกผลงานจากเยาวชนผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้ได้อย่างน้อย 10 เพลง โดยจะให้มีคณะกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแต่งเพลงและดนตรีเป็นผู้คัดเลือกผลงาน จากนั้นจึงจะดำเนินการผลิตเป็นซีดีเพลง 1 ชุด ซึ่งมีเนื้อหาที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น การลดภาวะโลกร้อน การไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและการเสริมสร้างกำลังใจ เพื่อนำไปเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์สู่สังคม ผ่านทางสถานีวิทยุชุมชน สถานีวิทยุเอกชน หน่วยงาน องค์กร ภาคีเครือข่ายต่างๆ และจัดจำหน่ายภายในงานจัดแสดงดนตรีเพื่อหาทุนให้กับการทำกิจกรรมของเด็ก เยาวชนและคนพิการต่อไป
  7. การประชุมประเมินผลกิจกรรมการและการถอดบทเรียน
    เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการจะจัดประชุมกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อประเมินกิจกรรมทุกครั้งที่จบแต่ละกิจกรรม นอกจากนี้ เครือข่ายฯ จะจัดงานสัมมนาเพื่อสรุปผลการดำเนินกิจกรรมร่วมกับคนพิการ เยาวชนและชุมชน เพื่อถอดบทเรียนและจัดทำรายงานสรุปโครงการทั้งหมดเมื่อโครงการเสร็จสิ้นอีกด้วย

หมายเหตุ: เครือข่ายศิลปะดนตรีคนพิการเลือกใช้ชุมชนอมรพันธ์ 9 เป็นชุมชนเริ่มต้นเนื่องจากชุมชนมีความพร้อม มีสถานที่สำหรับทำกิจกรรม เช่น ลานกีฬาเอนกประสงค์และห้องประชุมภายในชุมชน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปลอดจากยาเสพติดและสิ่งมึนเมา ทั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเขตลาดพร้าวอีกด้วย นอกจากนี้เครือข่ายฯ ก็ได้เริ่มหารือและทำงานร่วมในบางกิจกรรมกับชุมชนอยู่บ้างแล้ว

ความคาดหวังที่จะได้รับจากโครงการ

  1. เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติต่อคนพิการของชุมชนและสังคม
  2. เกิดความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของเยาวชนภายในชุมชน ค้นพบแนวทาง และความสามารถของตนเอง
  3. มีผลงานดนตรีและศิลปะของเด็ก เยาวชน คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
  4. มีแกนนำคนพิการและเยาวชนภายในชุมชนดำเนินงานสานต่อโครงการต่อไป
  5. เป็นกิจกรรมชุมชนต้นแบบในการพัฒนาชุมชนอื่นๆ ต่อไป

ตัวชี้วัด

  1. กิจกรรมจัดขึ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในโครงการ
  2. จำนวนคนพิการ เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมภายในชุมชน (วัดผลทุกครั้งหลังจากจบแต่ละกิจกรรม)
  3. จำนวนของกลุ่มเป้าหมายที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหันมาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการทำกิจกรรมด้านงานดนตรีและศิลปะ
  4. จำนวนผู้เข้าร่วมชมกิจกรรมการแสดงดนตรีและศิลปะในชุมชน
  5. ผลงานเพลงในรูปแบบซีดี 1 ชุด

โครงการเทศกาลดนตรีสีสันโลก

ความเป็นมา

มนุษย์ผูกพันกับดนตรีอย่างลึกซึ้งนับตั้งแต่ลืมตาดูโลก ได้สัมผัสกับความรักจากอ้อมกอดและเสียงขับกล่อมอันอ่อนโยนของแม่ มนุษย์ได้ขับขานเสียงเพลงขึ้นในทุกๆโอกาส และทุกสถานที่ เพื่อแสดงถึงความรัก ความสนุกสนาน ความดีใจ หรือแม้แต่ความเศร้าโศก ในขณะที่บทเพลงขับขานขึ้นก็กลับกลายเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้าหากัน โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ชนชั้น ไม่แยกจนหรือรวย ไม่แยกคนพิการหรือคนปกติ หลอมรวมหมู่มวลมนุษย์ทั่วโลกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

งานมหกรรมดนตรีคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asia Pacific Wataboshi Music Festival) คือ กิจกรรมที่เป็นความร่วมมือกันในระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ศักยภาพการแสดงออกทางด้านดนตรีของคนพิการ เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงความแตกต่าง ความหลากหลาย สมานความสัมพันธ์ของมนุษย์ให้ก้าวไปสู่หนทางความรักและความเข้าใจ ซึ่งได้มีการริเริ่มขึ้นโดยประเทศญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่า Wataboshi ซึ่งมาจากชื่อของพืชเล็กๆ ชนิดหนึ่ง ประเภท dandelion มีดอกสีเหลือง ขึ้นงอกงามแผ่กว้างกระจายอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่นสร้างความงดงามแก่ผืนแผ่นดิน เปรียบเสมือนคนพิการซึ่งมีพลังสร้างสรรค์และมีคุณค่าแต่กลับถูกมองข้ามไป ด้วยบทเพลงของพวกเขาเหล่านี้จะโอบอุ้มผู้ฟังไว้ด้วยความรักที่งดงามนุ่มนวล แต่แฝงด้วยความเร้าใจ ความแกร่งแห่งชีวิตที่ดำรงอยู่ในโลกกว้างดุจเดียวกับดอก Wataboshi ที่ถูกนำมาใช้เป็นสื่อสัญลักษณ์ของมหกรรมดนตรีคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกนั่นเอง

งานมหกรรมดนตรีคนพิการแห่งเอเซียและแปซิฟิก (Asia Pacific Wataboshi Music Festival) ร่วมกันจัดขึ้นโดยองค์กรที่ทำงานด้านคนพิการใน 16 ประเทศคือ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา เวียดนาม ลาว เขมร ไทย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยมีคุณฮาริมะ ยาซูโอะ จากประเทศญี่ปุ่น เป็นประธานโครงการ โดยแต่ละประเทศจะมีการคัดเลือกคนพิการเพื่อเป็นตัวแทนของประเทศเข้าร่วมแสดงความสามารถ ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์ ในปี 2534 จากนั้นได้มีการหมุนเวียนสลับกันเป็นเจ้าภาพจัดงานขึ้นทุกๆ 2 ปี และในปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยก็ได้เคยเป็นเจ้าภาพในการจัดงานเช่นกัน

หลักการและเหตุผล

ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า งานมหกรรมดนตรีคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asia Pacific Wataboshi Music Festival) คือกิจกรรมความร่วมมือกันในระดับนานาชาติ ซึ่งได้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การแสดงออก และการเผยแพร่ศักยภาพทางด้านดนตรีของคนพิการสู่สังคมเพื่อเสริมสร้างทัศนคติที่ถูกต้อง การยอมรับและการตระหนักถึงความสามารถของคนพิการ โดยมุ่งเน้นการใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางเชื่อมความสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจ ความเอื้ออาทร ระหว่างเพื่อนมนุษย์ในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งล่าสุดในการจัดงานมหกรรมดนตรีคนพิการแห่งเอเชีย และแปซิฟิก ครั้งที่ 8 ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 9 – 11 พฤศจิกายน 2548 ที่ผ่านมานั้น คณะกรรมการจัดงานได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนและลงมติร่วมกันว่าในช่วงระยะเวลาระหว่าง 2 ปีของการจัดงานนั้น ควรจะมีความเคลื่อนไหวภายในของแต่ละประเทศ เพื่อความต่อเนื่องของกิจกรรมในการส่งเสริมศักยภาพของคนพิการทางด้านการสร้างสรรค์ผลงาน การแต่งเพลง ร้องเพลง และเล่นดนตรี และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่คนพิการก่อนที่จะเข้าร่วมงานมหกรรมดนตรีคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกในครั้งต่อไปอีกด้วย

ดังนั้น จึงก่อเกิดเป็นโครงการ “เทศกาลดนตรีสีสันโลก” “World Colors music festival 2006” ซึ่งจะเป็นการฉลองสีสันและฝีมือของศิลปินพิการด้านต่างๆ ร่วมกับศิลปินรับเชิญต่างประเทศ เพื่อนำเสนอฝีมือของศิลปินพิเศษของไทยในงานที่มีคุณภาพ ไม่ว่าเป็นการวาด เป็นบทกลอน บทเพลง การฟ้อนรำ ที่เป็นการฉลองแบบไร้พรมแดนจริงๆ เพื่อเป็นการสร้างกระแสและความเคลื่อนไหว ในการพัฒนาศักยภาพการแสดงออกทางด้านดนตรีของคนพิการ

โดยที่ดนตรีจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ เพื่อดึงเอาความสามารถภายในของแต่ละบุคคลออกมา เป็นการสร้างความมั่นใจ สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต และเป็นเครื่องมือที่จะใช้สื่อสารออกไปสู่สังคมได้ โดยในภาพรวมจะเป็นการจัดกิจกรรมการแสดงดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม การละเล่นพื้นเมืองของไทย มีซุ้มสาธิต แสดงงานศิลปหัตถกรรม และจำหน่ายสินค้า ผลงาน ภายในบริเวณงาน และโชว์ผลงานการแสดงบนเวที โดยคนพิการไทยที่มีความสามารถ และเชิญศิลปินคนพิการนานาชาติ จากประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมแลกเปลี่ยนทำกิจกรรมด้วย ซึ่งคาดว่าในการสร้างกระแสความเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้คนพิการในประเทศไทยเกิดความตื่นตัวหันมาสนใจและพัฒนาการร้องเพลง, แต่งเพลง, การเล่นดนตรีอย่างจริงจังมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างความร่วมมือของเครือข่าย ด้านดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรม ของคนพิการในประเทศไทยและระดับนานาชาติ โดยมีกิจกรรมดนตรีเป็นสื่อกลางอีกด้วย

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการแสดงออกทางด้านดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรม ของคนพิการ
  2. เพื่อส่งเสริมสังคมให้ได้ตระหนักถึงความสามารถของคนพิการ
  3. เพื่อสร้างความร่วมมือของเครือข่าย ด้านดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรม ของคนพิการในประเทศไทยและระดับนานาชาติ

กลุ่มเป้าหมาย

คนพิการภายในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง และบุคคลทั่วไปในสังคม

พื้นที่ดำเนินการ

สวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพมหานคร

ระยะเวลา

ระยะเวลาในการเตรียมกิจกรรม 1 – 2 วัน และจัดกิจกรรม 1 วัน ภายในวันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม 2549 เวลา 10.00 – 22.00 น.

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. คนพิการในประเทศไทยได้พัฒนาศักยภาพในการร้องเพลง แต่งเพลง และการเล่นดนตรีมากขึ้น
  2. สังคมได้ตระหนักถึงความสามารถของคนพิการ มีความเข้าใจ และยอมรับคนพิการมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงภาพการทำงานร่วมกันระหว่างคนพิการและบุคคลปกติได้ดี
  3. เกิดเครือข่ายคนพิการภายในประเทศและในระดับภูมิภาคเอเชีย
  4. คนพิการหันมานิยมและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการเล่นดนตรี หรือจริงจังกับงานดนตรีมากขึ้น
  5. งานศิลปะดนตรีช่วยพัฒนาสุขภาพ จิตใจของคนพิการให้เข้มแข็งและแข็งแรงขึ้น

การขยายผล

  1. คนพิการมีการพัฒนาความรู้ ความสามารถทางด้านดนตรี และอาจสร้างผลผลิต จัดจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้และยึดเป็นอาชีพเลี้ยงตัวได้ต่อไป
  2. อาจเกิดการรวมกลุ่มในการทำกิจกรรมด้านดนตรี ในระดับจังหวัด และภูมิภาค ภายในประเทศ

การประเมินผล

  • มีคนพิการสนใจเข้าร่วมกิจกรรมประกวดผลงาน และการแสดงบนเวที
  • ใช้สถิติผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นตัวชี้วัด